ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

กิเลส

๑๓ พ.ค. ๒๕๖๖

กิเลส

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๑๑. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมมีข้อสงสัยในการภาวนา ขอกราบเรียนหลวงพ่อครับ และผมขอยกเลิกคำถามก่อนหน้านี้ที่ส่งมา และขอถามคำถามนี้แทนครับ

๑. ขณะภาวนามันมีอาการเกิดขึ้นดังนี้ครับ คือว่าจิตหรือว่าความคิดของผม จู่ๆ มันเกิดการต่อต้านขึ้นมาครับ มันต่อต้านต่อความคิดในเชิงลบที่ผมพยายามคิดขึ้นมาใหม่ และกีดกันไม่ให้ความคิดนั้นคิดต่อ พูดง่ายๆ คือมันต่อต้านความคิดที่ผมเคยพิจารณาแล้วเห็นความเห็นนั้นผิด ผมจึงอยากรู้ว่ามันเป็นอะไรครับ และผมควรแก้ไขอย่างไรครับ ขอหลวงพ่อเมตตาแนะนำด้วยครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ เวลาเราประพฤติปฏิบัติ คนเราปรารถนาดี คนปรารถนาดีแล้วประสบความสำเร็จ ทำสิ่งใดแล้วประสบความสำเร็จนั้นก็มี คนปรารถนาดี ปรารถนาดีแล้วล้มลุกคลุกคลานก็มาก คนปรารถนาดี ปรารถนาดีไปโดนเขาโกหกหลอกลวง ล้มลุกคลุกคลานก็มาก

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราคิดๆ ความคิดมันเป็นสาธารณะ ความคิดมันเป็นกลาง ความคิดๆ ความคิดเป็นความคิด แต่ความคิดมันเป็นคิดบวกหรือคิดลบ

ถ้ามันเป็นคิดบวก คิดบวกคิดสิ่งที่ดีงาม นั้นก็เป็นความคิดที่ดีงาม เป็นศีลเป็นธรรม ความคิดลบ ความคิดลบเป็นบาปเป็นอกุศล เพราะความคิดลบมันทำลายตัวเองทั้งสิ้น

แต่ความคิดมันเป็นกลาง แต่มันใส่ว่าบวกหรือลบ

เวลามันเป็นบวกๆ มันเป็นมรรคเป็นผล เป็นคุณงามความดี เวลาเป็นลบๆ เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ฉะนั้น มันก็เกิดจากความคิดทั้งสิ้น ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต แต่ความคิดเกิดมานี่มันลากเอาอะไรมาด้วยล่ะ มันลากเอาความพอใจของเรา มันลากเอาความสมความปรารถนาของเรา มันลากอะไรมาล่ะ ลากอะไรมา

คำว่า ลาก” คืออะไร

คำว่า ลาก” คือสันดานเดิม คือกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตนไง กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันมีอยู่ อวิชชา เจ้าวัฏจักร พญามาร มันมีอยู่กับทุกดวงใจ

ฉะนั้น อริยสัจ ความเกิดมาทั้งหมดมันเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ และทุกข์ดับไป มันไม่มีอะไรเลย มีทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ และทุกข์ดับไป พอมันทุกข์ดับไปก็สุขไง พอมันทุกข์ดับไปมันก็พอใจไง

แล้วถ้ามันไม่มีอะไรเลย แล้วก็ปฏิเสธว่ามันไม่มีอะไรเลย มันก็ไม่เกิดอะไรเลย ไม่ใช่

มันไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับผู้ที่เห็นจริง ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่โดนความคิดลบคิดบวกลากจูงไป

ไอ้คิดลบคิดบวกหรือคิดเฉยๆ อุเบกขา กิเลสทั้งนั้น ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คือสมุทัย คืออนุสัยที่นอนเนื่องมากับจิต แล้วที่ไหนมีจิต ที่นั่นมีภพ ที่ไหนมีภพ ที่นั่นเป็นชีวิต ที่ไหนเวียนว่ายตายเกิด

ฉะนั้น เวลานี่คือเหตุ ต้นเหตุที่ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วเกิดมาก็กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะคนเกิดมาแล้วคิดที่บวก คิดดีงามก็มี คนเกิดมาคิดต่อต้าน คิดทำลายก็เยอะมาก คิดต่อต้าน คิดทำลาย มันก็เป็นสันดาน สันดานคือความชอบ สันดานคือจริตนิสัย สันดานคือก้นบึ้งในหัวใจของตน นี่มันข้อเท็จจริง

ฉะนั้น เวลาข้อเท็จจริงแล้ว เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา คำถามไง

“มันมีอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ครับ คือว่ามันคิดของผม จู่ๆ มันก็เกิดการต่อต้านขึ้น”

การต่อต้านขึ้น การต่อต้านและการขับไสเลยนะ เวลาคิดผิดๆ มันขับมันไส มันผลักดันเลย แล้วเวลามันต่อต้านๆ ไง

คนเราไม่เคยประพฤติปฏิบัติมา ยังไม่ผ่านการประพฤติปฏิบัติมา ยังไม่รู้จักหรอกว่าจิตเจริญแล้วเสื่อมเป็นอย่างไร

จิตเจริญๆ เวลาจิตมันดีงาม พัฒนาดีงามขึ้นไป แสนทุกข์แสนยาก แล้วถึงเวลาถ้ารักษาไม่เป็นเสื่อมหมดน่ะ เพราะสัมมาสมาธิหรือความรู้สึกนึกคิดมันอยู่ในใต้กฎของอนิจจังทั้งสิ้น มันไม่มีอะไรคงที่หรอก มันได้ข้อมูลใหม่ มันได้ความเห็นที่มันยุมันแหย่ มันคิดเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แล้วเวลามันเสื่อมล่ะ

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ การที่ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน การทำหน้าที่การงาน การปฏิบัติที่สม่ำเสมอ การทำหน้าที่การงานที่สม่ำเสมอ เราทำสิ่งใดแล้วมันเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องกันไปๆ แต่มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นสัจจะเป็นความจริงประจำโลกเลยล่ะ ไม่มีสิ่งใดคงที่ มันแปรปรวนแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา ช้าหรือเร็วเท่านั้น

เวลาวิศวะไง ค่าเสื่อมสภาพ เวลาสิ่งก่อสร้างอะไรทั้งสิ้น ตั้งงบประมาณเลย บำรุงรักษามัน ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ต้องดูแลรักษาตลอด มันคงที่อยู่ไม่ได้ เสร็จวันไหน นั่นน่ะสภาพมันจะเสื่อมโทรมไป เสร็จวันไหนนับได้เลย มีแต่เสื่อมค่าไปทั้งสิ้น

แล้วเอ็งภาวนาไง เวลาเอ็งดีขนาดไหนไง แล้วมันอยู่กับเอ็งได้อย่างไร

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัตินี่ไง เครื่องอยู่ของใจๆ ไง ถ้ามันมีเหตุบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันเจริญงอกงามขึ้นมา มันก็จะดีงามต่อเนื่องไป เพราะชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก ชำนาญในเก็บกักรักษา

ภาวนาเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ บำรุงรักษาให้มันอยู่กับเรา มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ แล้วถ้าไม่รู้จักการบำรุงรักษาและไม่รู้ว่ามันเจริญแล้วเสื่อมอย่างไร ก็จะเข้าสู่คำถามนี้ไง คำถามนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปไหนมา สามวาสองศอก แล้วจะไปไหนต่อ

ถ้ามันไปไหนต่อ นี่มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงของจิต มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จิตเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ

โดยสามัญสำนึกของเรา เราไม่เคยเห็นสิ่งใด เราไม่เคยทำสิ่งใดประสบความสำเร็จเลย เราก็ไม่รู้ว่ามันมีคุณค่าขนาดไหน แต่พอเราพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันได้รับรู้รสชาติของการประพฤติปฏิบัติบ้างขึ้นมา มันก็หลงตัวมันเองว่ามันยิ่งใหญ่ มันอยู่ค้ำฟ้า

เฮ้ย! ว่าวเชือกขาดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ เก็บหอมรอมริบ

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดถึงหลวงปู่มั่นเลย หลวงปู่มั่นเป็นพระอะไร เป็นพระอรหันต์ แล้วท่านออกไปสังคมอะไรบ้าง ท่านไปวุ่นวายอะไรกับใครบ้าง ไม่มีเลยครับ ไม่มี เพราะอะไร เพราะท่านดูแลรักษาของท่านไง

ไอ้นี่มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาในหัวใจของตนเลย แล้วมันคิดว่ามันเจริญงอกงามขึ้นมา

งอกงามอะไร

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านเก็บหอมรอมริบ แล้วท่านดูแลหัวใจของท่าน เพราะท่านเห็นภัยของมันไง ทั้งๆ ที่ว่าท่านกำจัดภัยสิ้นแล้วด้วย

ถ้าคนที่กำจัดภัยสิ้นไปแล้วนะ กิเลสตายแล้ว ตายจบ ไม่มีเกิดอีก ไม่มีโผล่หน้ามา ไม่มีวี่แววเลย ถ้ามีวี่แวว แสดงว่ากิเลสเอ็งยังไม่จบ

ถ้ากิเลสเอ็งจบแล้ว จบ เกิดอีกไม่ได้ อกุปปธรรม อฐานะ จะมีอะไรขึ้นมายุแหย่ใจของเขาอีกไม่มีเลย ไม่มี ไม่มี แต่ถ้ามีนะ คือมันมี แล้วมีแล้วนะ ถ้ามันโง่ มันบอกไม่มี ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่ เพราะมันมีอยู่เต็มหัวใจ แล้วคำว่า เลวร้าย” เพราะไม่รู้จักมันไง แล้วมันตีกลับ บวกกำลังมันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเลย

แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ นี่พูดมาตั้งนาน จะบอกว่า สิ่งที่มันต่อต้าน สิ่งที่มันทำให้ล้มลุกคลุกคลาน เพราะเราคิดว่ามันไม่มีไง คือมันมีอยู่เต็มหัวใจ แล้วเวลาที่ประพฤติปฏิบัติ คำถามในขณะที่ภาวนา สิ่งที่มันต่อต้านๆ ขึ้นมา

ก็มันคือกิเลสของเราเองไง แต่เราไม่เคยรู้จักมัน แล้วเราไม่เคยเห็นหน้า แล้วไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุ แต่เวลามันพรั่งพรูออกมา งงครับ งงหมดเลย เฮ้ย! นี่มันอะไรวะ

นี่ไง อารมณ์ชั่ววูบๆ คนนั้นเป็นคนดีๆ นะ มีผลกระทบเข้าไป อารมณ์ชั่ววูบ ติดคุกติดตะรางไปเลย แค่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แล้วทำไปแล้วมันมีผลทางกฎหมายทั้งสิ้น

เอ็งทำสิ่งใดไป จะอารมณ์ชั่ววูบไม่กี่วูบก็แล้วแต่ ผลทางกฎหมายมันเกิดแล้ว ถ้ามันเกิดแล้วมันก็ต้องลงโทษไปตามแต่วาระที่มีการกระทำนั้นไง แต่ถ้ามีสติมีปัญญาล่ะ นี่ควบคุมดูแลรักษาไง

มันก็ย้อนกลับมา คำว่า นี่มันต่อต้าน”

มันต่อต้านคือมันโผล่ออกมา แล้วถ้ามันต่อต้าน คนที่ประพฤติปฏิบัติใหม่นะ มันจะเป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น มันเป็นอย่างนี้ หมายความว่า เราไม่รู้จักข้าศึก เราไม่รู้จักกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเราเลย เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นคุณกับเราทั้งสิ้น ถ้าเป็นคุณกับเราทั้งสิ้น เราก็ยอมรับความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งสิ้น

ความรู้สึกนึกคิด ทำไมมันคิดล่ะ แล้วถ้ามีสติปัญญา มันหยุดได้ไหม ได้ แต่เราไม่ไปหยุดมันไง เราไปเสริมมันอีกต่างหากไง ด้วยทิฏฐิมานะไง ว่าเราคิดถูก เราคิดถูก ถูกต้องดีงาม

ถูกต้องดีงามมากน้อยขนาดไหน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือชาวพุทธเขาวัดกันด้วยศีล

เพราะถ้าเป็นความดีๆ แล้วความดีของใครล่ะ มันก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่ามันดีทั้งนั้นน่ะ แล้วคนดี–คนดีรบกัน จบยาก คนดีกับคนดีมีปัญหากันนะ เพราะนั่นก็สุดยอดคน นี่ก็สุดยอดคน สุดยอดคนกับสุดยอดคนมันไม่จบไม่สิ้น คนดีทะเลาะกันเลวร้ายกว่าคนดีทะเลาะกับคนไม่ดี คนไม่ดี เออ! คนนั้นไม่ดี

เห็นไหม ธรรมย่อมชนะอธรรม ธรรมคือความถูกต้องชอบธรรมไง ต้องไปชนะกับความที่ผิดพลาด ความที่เหลวไหล ความที่ไม่เอาไหน นั้นมันคืออธรรม ธรรมต้องชนะอธรรม

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ถ้าเรารู้ว่าไอ้สิ่งที่ต่อต้าน

คำว่า ต่อต้าน” เขาเขียนมาแสดงว่าเขาไม่รู้จักไง เขาไม่รู้จักกิเลส เขาไม่เคยเห็นกิเลส เขาถึงบอกว่าอะไรที่มันเป็นความคิดเรามันถูกไปหมด

แต่ถ้าคนที่รู้จักกิเลส เวลามันเห็นกิเลส เวลาที่มันยุมันแหย่ขึ้นมาในใจนะ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา “ทำไมเราโง่ขนาดนี้” ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติเป็นนะ ท่านจะมีสติสัมปชัญญะแล้วว่าทำไมเราโง่ โง่กับความรู้สึกนึกคิดของเรา ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้ เพราะปัญญาอบรมสมาธิ มันมีเหตุมีผลไง ว่าความคิดนี้ไม่ถูกต้อง ความคิดนี้สร้างแต่บาปแต่กรรม ความคิดนี้มันด้อยค่าชีวิตเราเลย ความคิดอย่างนี้ แล้วเราทำอย่างนี้มันด้อยค่าชีวิตเราเลย

เพราะการกระทำ สังคมเขารู้เขาเห็นหมดน่ะ ทำดีทำชั่ว เราทำโดยไม่รู้ตัวนะ แต่คนรอบข้างเขารู้เขาเห็น แล้วถ้าเขารู้เขาเห็น อันนี้มันทำจากอธรรม มันทำจากบาปจากกรรม มันไม่ได้ทำจากบุญกุศล

ถ้ามันทำจากบุญกุศล ขณะทำบุญกุศล ถ้าคนที่เขาแก่วัด เขามีประสบการณ์ชีวิต เขายังว่าทำโดยกุศลก็ต้องดูก่อนนะ เฮ้ย! มันจริงไม่จริง เพราะทำต้องทำต่อเนื่องไง ทำกุศล ต่อหน้าทำกุศล ต่อหน้าทำดี ลับหลังเป็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคนมีประสบการณ์ชีวิต เขาต้องใช้เวลาทดสอบ เขาต้องใช้เวลาพิสูจน์ เขาไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรอก กาลามสูตรๆ ไง นี่พูดถึงปัญหาสังคมนะ แล้วกิเลสในใจร้ายกว่านี้

ฉะนั้น คำว่า สิ่งที่มันต่อต้านๆ” มันต่อต้าน มันมีต่อต้านที่รุนแรง ต่อต้านปานกลาง ต่อต้านเล็กน้อย

ต่อต้านรุนแรง กิเลสมันเข้มแข็ง กิเลสมันรุนแรง ถ้าเรามีสติ เราใคร่ครวญของเราด้วยเหตุด้วยผล ต่อไปมันก็ต่อต้านปานกลาง ถ้าต่อต้านปานกลาง เราก็มีเหตุมีผลพิจารณาไง

เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะทำหัวใจให้เราสงบระงับ ให้เป็นสัมมาสมาธิ แล้วสัมมาสมาธิ ถ้ามันชำนาญในวสี ชำนาญในการทำความสงบบ่อยครั้ง เพราะจิตที่สงบ สมาธิไม่อยู่กับเราตลอดไป อยู่ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราวด้วยกำลังที่สติและคำบริกรรมมากน้อยขนาดไหน

ถ้าสติและกำลังมากขึ้น สมาธิก็เข้มแข็งขึ้น เข้มข้นขึ้น แล้วถ้ามีชำนาญในวสี ฝึกหัดบ่อยๆ เป็นสมาธิบ่อยๆ ทำความสงบบ่อยๆ ทำความสงบบ่อยๆ เป็นสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิมันจะไปหักล้างกับไอ้พวกต่อต้าน ไอ้สิ่งที่ผลักดัน ไอ้ต่อต้าน มันสงบตัวลง สงบตัวลงจากเราทำความสงบของใจ เพราะกิเลสมันอ่อนตัวลงๆ พออ่อนตัวลง สิ่งที่ต่อต้านจะน้อยลงๆ พอต่อต้านน้อยลง พอจิตมันสงบระงับเป็นสัมมาสมาธิเข้มข้นเข้มงวดของมัน จิตเป็นหนึ่ง

ความคิดเกิดจากจิตไม่ใช่จิต ความคิดนี้เกิดจากจิต ถ้าความคิดกับจิตเป็นอันเดียวกัน เวลาเราไม่คิด ไม่ใช่คนตายหรือ เราไม่คิดก็มี เราคิดก็มี เวลาเราไม่คิด แสดงว่าถ้าเป็นอันเดียวกัน ไม่คิดคือมันไม่มีความคิด แล้วจิตมีหรือเปล่าล่ะ มี แต่เวลามันคิดขึ้นมา จิตมันก็มีอยู่นั่นน่ะ แต่มันคิดขึ้นมา แต่เวลามันไม่คิด มันปล่อยวาง มันไม่คิด แต่มันก็ไม่เป็นสมาธิไง เพราะมันไม่มีกำลัง ไม่มีสติควบคุมดูแลมันไง

เราฝึกหัด มันเป็นพุทธศาสน์ มันเป็นความมหัศจรรย์ ถ้าจิตมันสงบไง

ฉะนั้น “สิ่งที่พูดง่ายๆ คือมันต่อต้านความคิดที่ผมเคยพิจารณาแล้วเห็นว่าความเห็นนั้นมันผิด”

ถ้าความเห็นนั้นมันผิด มันผิด ความเห็นนั้นคือปัญญาชั่วคราว ปัญญาในครั้งนั้น ในครั้งที่เราใช้สติปัญญาพิจารณามันผิด มันผิด ไอ้ที่มันต่อต้านมันก็เบาลง แต่เพราะมันเบาลง มันรู้แล้ว ตรงนี้สำคัญ

เราไม่เคยแพ้ไม่เคยชนะกับกิเลสของเราเลย กิเลสมันก็สบายใจ เราทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ว่ามันผิด เคยเห็นมันผิด คราวนี้มันต่อต้านรุนแรง แล้วมันจะไม่ให้เราเห็นความผิดของมันเลย มันจะบอกว่าเราผิดๆ เราภาวนาไม่เป็น เราภาวนาผิด เราล้มลุกคลุกคลาน มันจะโทษเราตลอด โทษไปโทษมา เลิกดีกว่า นี่ผลของกิเลสไง

นี่ผู้ที่ปฏิบัติใหม่นะ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติใหม่ ถ้าเป็นความถูกต้องชอบธรรม สมาธิชอบ ปัญญาชอบ สติชอบ ถ้าเป็นความชอบธรรม ความชอบธรรมคือความถูกต้องชอบธรรม มันจะนุ่มนวล มันจะมีความสุข มีความสงบ

ถ้ามันไม่ชอบธรรมมันจะมีการต่อต้าน ถ้ามันไม่ชอบธรรมเลย รุนแรง มันจะมีกิเลสปั่นเลย “มรรคผลไม่มี ปฏิบัติเสียเปล่า” ล้มหมดน่ะ

หลวงตาท่านสอนว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของคน

แล้วนี่คือกิเลสในใจของเรา แล้วน่ากลัวที่สุดเลย มันหลอกเรา เราเชื่อมัน หัวปั่นเลย กิเลสเรานี่หลอกเราทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น สิ่งที่หลอก ของหลอกไม่ใช่ของจริง แล้วฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันได้ของจริงแล้ว เออ! ทำไมเราโง่ขนาดนี้

ผู้ที่ปฏิบัตินะ ไอ้คำถามอย่างนี้ ภาษาเรา มันไม่ใช่คำถามเลยล่ะ แต่มันเป็นประสบการณ์ปฏิบัติ ประสบการณ์ ถ้าคนผ่านอย่างนี้แล้วนะ เคยผ่านมาแล้วนะ ถ้ามันต่อต้าน เราก็ต้องเข้มข้น เข้มงวดกับมัน หาเหตุหาผลสู้กับมัน

คำว่า สู้” สู้คือเหตุ คือผล คือสติปัญญา แต่ถ้ามันไม่ได้นะ มันไม่ได้เราก็ต้องเข้มข้นบังคับ พุทโธๆๆ พุทโธนี่ก็ต่อต้านเรื่องอย่างนี้แหละ

ไม่ใช่ว่าประพฤติปฏิบัติแล้วนะ โอ้โฮ! กิเลสมันจะหมอบราบ มันจะให้เราเป็นคนดี มันจะเอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาเรา ไม่มีอยู่จริงหรอก

ปฏิบัตินี่ กิเลสมันฟาดงวงฟาดงาโคตรทุกข์เลย เราอยากทำความดี ทำไมมันทุกข์ เราอยากทำความดี ทำไมมันลำบากขนาดนี้ เราอยากทำความดี

ยัง ยังไม่เจอกิเลสหรอก ไปเจอกิเลสที่ตัวละเอียดๆ โอ้โฮ!

ทำไมต้องอดนอนผ่อนอาหารสู้กับมัน

โธ่! ธรรมะฟากตายๆ

เวลามันบอกว่ามึงจะต้องตายแล้วนะ นั่งไปอย่างนี้ตายแน่ๆ เลย

เลิก

ถ้ามันบอกต้องตาย อะไรตายก่อน

ขณะที่ว่าเราต้องสู้กับความตายนะ ทหารเขาออกรบ เขามีอาวุธ เขายิงข้าศึกนะ ของเรามีสติปัญญาสู้กับมันน่ะ นักรบ นักรบนี่ นักรบ นักรบรบกับทิฏฐิมานะของตนน่ะ

ร้ายกาจนัก มันไม่มีอะไรร้ายกาจเท่ากับกิเลสของเราหรอก มันหลอกเราหัวปั่นเลย

ใจเย็นๆ ถ้ามันต่อต้าน

นี่ยังดี ยังรู้จักว่ามันต่อต้าน ถ้ามันต่อต้าน มันไม่ให้เราทำเลยนะ มันไม่ให้ทำหรอก กิเลสมันต้องการชีวิตคน หัวใจของคนไว้เป็นบ้านเป็นเรือนของมัน มันไม่ปล่อยใครไปหรอก แต่เพราะด้วยอำนาจวาสนาของเรา เราถึงมุมานะของเรา ความเพียรชอบ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเรา ทำคุณงามความดีของเรา ฝึกหัดไป

นี้มันยังไม่ใช่ประเด็นเลย มันยังไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย มันเป็นที่ความตั้งใจของเราว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติไง แล้วปฏิบัติแล้วก็เป็นอย่างนี้ มันต่อต้าน

เวลาจะไปวัดไปวามีแต่คนว่าไม่ดีๆ แต่เวลาเราคิดเองนี่สำคัญ ถ้าเราคิดของเราเอง เรามั่นใจของเราเอง ใครจะว่าดีหรือว่าไม่ดี เรามีจุดยืนของเรา

แล้วถ้าจุดยืนของเราไม่มีเลย เราโลเลของเราเลย ให้เขาจูงจมูกใช่ไหม ให้คนเขาชักใยชีวิตเราหรือ เต้นตามจังหวะที่เขาตีใช่ไหม เต้นตามปี่ตามกลองที่เขาเชิดนั่นหรือ เฮ้ย! นี่ชีวิตหรือ

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ เราเท่านั้น ถ้ามีสติมีปัญญา เราเท่านั้นที่จะควบคุมชีวิตของเรา แล้วเราจะใช้ชีวิตของเรา แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติของเราให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๑๒. เรื่อง “ไม่อยากทำบุญกับวัดใกล้บ้าน”

กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูขอสอบถาม เนื่องจากหนูไปงานศพของญาติผู้ใหญ่ที่วัดแถวบ้าน (เป็นวัดสอนปฏิบัติธรรมด้วย) แต่ว่าตอนที่จะทำพิธีเผาแล้วต้องถวายผ้าไตร ทางวัดเรียกให้ใส่ซองให้องค์ละ ๕๐๐ บาท และถ้าเป็นพระจากอีกวัดที่อยู่ใกล้ๆ กัน เขาจะเรียกค่าน้ำมันต่างหากอีก ๕๐๐ บาท ซึ่งวัดอยู่ไม่ไกลมากนัก สรุปโดนค่าใส่ซองพระตอนที่จะเผาไป ๔,๐๐๐ ซึ่งปกติทางญาติของคนตายก็ไม่ค่อยมีเงินอยู่แล้ว

หนูเจอแบบนี้หนูจึงตำหนิพระไปว่าไม่สมควรต้องกำหนดให้ใส่ซองทีละ ๕๐๐ บาท หรือแม้แต่ค่าน้ำมัน ๕๐๐ บาท มันหนักเกินไป

ถ้าเราไม่ใส่ตามที่เขากำหนดหรือให้ค่าน้ำมันตามที่กำหนด แล้วหนูก็ตำหนิพระด้วย อันนี้เป็นบาปมากไหม แต่หนูเห็นแล้วหนูอึดอัดจริงๆ ในการกระทำของพระแบบนี้ กราบนมัสการ

ตอบ : อันนี้มันเป็นโดยทั่วไป ถ้าโดยทั่วไป ด้วยสังคมไง ถ้าเราไปเจอสังคมที่ดีงาม มีพระหลายวัดมากเขาเผาศพให้ฟรี เขาเผาศพเพื่อบริการประชาชน อย่างนั้นมันเป็นเพราะเจ้าอาวาสเขามีน้ำใจของเขา เขามีศีลมีธรรมของเขา มีพระบางวัดมากมายเขาทำอย่างนี้เกือบทั้งนั้น

ว่าเวลาคนที่มาบวชพระๆ มันอยู่ที่ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราจะไปอยู่วัดไหนล่ะ บวชเป็นพระแล้วเราจะอยู่วัดไหน

ถ้าเราไปเจอครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เห็นไหม โดยวงกรรมฐานของเรา เราบวชมานี่ เราอยากบวช เราอยากพ้นจากทุกข์ เราบวชเราหาวัดที่ทุกข์ๆ ยากๆ วัดที่ไม่มีเมรุ

โดยวงของกรรมฐานนะ ตอนที่เราออกบวชใหม่ๆ แล้วออกธุดงค์ไป พระวัยรุ่น พระนักรบเขาจะนินทากัน ถ้าวัดไหนมีเมรุ เขาเรียกว่าหากินกับผี

โดยพระกรรมฐานเมื่อก่อนไม่มีเมรุ ไม่มีอะไรเลย เพราะเขาไม่หากินกับผี ถ้าไม่หากินกับผี มันก็เข้ากับสังคม

สังคมทุกตำบลก็ต้องมีวัดมีวาขึ้นมา เพราะอะไร เพราะคนเราเกิด เกิดก็ทำบุญกุศล พอเกิด เกิดก็ทำบุญเลี้ยงฉลอง เวลาตกทุกข์ได้ยาก มีอะไรก็ทำบุญบ้าน เขาต้องการพระเพื่อประกอบพิธีกรรม

เวลาตาย มีหลายวัดมากเลย ถ้าใครหัวแข็งกับเจ้าอาวาส หัวแข็งกับพระวัดนั้น เขาประกาศเลย ตายแล้วกูไม่ให้เผาวัดกูนะ

ไอ้คนนั้นก็กลัวมากเลย เวลากูตายแล้วกูไปเผาที่ไหนวะ ก็ต้องหัวอ่อนให้เขา

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เป็นพระที่ดีงามนะ เขาเผาให้ฟรีๆ ทั้งนั้นน่ะ เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าของแบงก์ ๕๐๐ บาทหรอก

แต่นี้โดยทั่วไปไง เวลาโดยทั่วไป เวลาทางโลก ถ้าใครมีอำนาจวาสนา เขาจะไปไหนเขาต้องรถยนต์ของเขา โดยทั่วไป ทั่วๆ ไปก็ขี่โตโยต้า ถ้าเป็นฝ่ายปกครองก็ต้องขี่เบนซ์ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ซูเปอร์คาร์ แล้วถืออย่างนั้นน่ะมาเป็นเชิดหน้าชูตา

ครูบาอาจารย์ของเราเศร้านะ

สมเด็จสังฆราช ในสังคมเขาชื่นชม เพราะเป็นสมเด็จที่ไม่มีรถส่วนตัว ท่านที่ไม่ได้เป็นสมเด็จสังฆราช ท่านอยู่ราชบพิธฯ ท่านจะไปไหนท่านนั่งรถแท็กซี่นะ สมเด็จนั่งรถแท็กซี่ ประชาชนในรอบวัดชื่นชมท่านมาก แต่ถ้าชื่นชม นี่เขาเรียกว่านิสัยดี ทุกอย่างดี แต่ฝ่ายปกครองล่ะ มีอำนาจปกครองหรือไม่ แต่พอได้การตั้งเป็นสังฆราชขึ้นมา มีรถประจำตำแหน่ง เพราะนี่มันเป็นเรื่องฐานะของราชาแห่งสงฆ์

สิ่งที่พระดีงาม พระดีงามที่ว่าไม่เก็บ ๕๐๐ รวมถึงว่าเผาศพนี้จ่ายไป ๔,๐๐๐ อย่างนี้ เขาทำให้ฟรีนะ ทำให้เสร็จแล้วเขายังมีเครื่องไทยทานให้เพื่อสงเคราะห์อีกต่างหาก

เราจะบอกว่า โยมที่ตำหนิมา ตำหนิเพราะโยมไปเจอพระแบบนั้น ไปเจอสังคมแบบนั้น สังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนเลว มีวัดมากมายที่เขาเผาศพให้ประชาชนฟรี มีวัดมากมายที่เวลามีคฤหัสถ์อยากจะบวช เขาบวชให้ฟรี

แต่เวลาบวชแล้ว สงฆ์ปกครองสงฆ์ๆ สงฆ์ คณะสงฆ์มันไม่ใช่องค์เดียว มันมีหลายองค์ จริตและนิสัย ความรู้สึกนึกคิดของคนมันไม่เหมือนกัน คนที่เขาคิดดีใฝ่ดีก็มี แต่คนที่เห็นแก่ตัวบวชมาเพื่อปากเพื่อท้อง บวชมาเพื่อจะสุข เพื่อจะสบาย

แต่ความจริงพระปฏิบัติมันไม่สุขหรอก เพราะครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านบอกว่าไม่ใช่วิชากินแล้วนอน กอนแล้วนิน

หลวงตาท่านด่าทุกวัน ไม่ใช่หมู กินแล้วก็นอน กอนแล้วก็นิน

วิชากินแล้วนอน กอนแล้วนินอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันจะเป็นพระดีขึ้นมาได้อย่างไร

พระดีขึ้นมา เขาอดนอนผ่อนอาหารของเขาเพื่อขุดคุ้ยค้นคว้าหาสัจจะความจริงในใจของเขา ถ้าขุดคุ้ยค้นคว้าหาสัจจะหาความจริงในใจของเขา แล้วมันก็อยู่ที่วาสนา มีอำนาจวาสนาหรือไม่ เพราะอะไร เพราะภาวนาเจริญแล้วเสื่อมๆ เหมือนคำถามแรกนี่ เจริญแล้วเสื่อม คิดว่ามันจะเป็นมรรคเป็นผลนะ เสื่อมหมดน่ะ ถ้าไม่เป็นความจริง

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ ท่านปฏิบัติขึ้นมา เวลามันเสื่อมแล้วท่านก็ฟื้นฟูขึ้นมา เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ เจริญงอกงามขึ้นไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปจนเป็นบุคคล ๔ คู่ จนถึงสิ้นกิเลสไปโดยข้างหน้า

ฉะนั้น กรณีคำถามนี้ ถ้าโยมติเตียน เราก็เห็นด้วย เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงที่โยมเห็นปรากฏการณ์อย่างนี้ไง แต่ถ้าโยมเก็บอันนี้ไว้ก่อน แล้วโยมยังไปงานศพทั่วๆ ไป เวลาโยมไปเจองานศพเป็นพระที่เขาประพฤติปฏิบัติที่ดี เขาส่งเสริม เขามีเมตตา โยมจะ เออ! อันนี้พระดี

มันมีทั้งดีและชั่ว ในสังคมทุกสังคม เราจะการันตีว่าของนั้นจะเป็นของดี ไม่ใช่ มันอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่โยมรู้โยมเห็นนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่การกระทำที่ดีงาม

แต่ส่วนใหญ่เนาะ มันเห็นอย่างนี้หมดน่ะ เพราะจะบอกว่า กิเลสมันพาให้เห็นแก่ตัว กิเลสมันพาแต่เอาผลประโยชน์ของตน

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ มันจะเผื่อแผ่ๆ

แต่ถ้ามันเป็นกิจของสงฆ์มันเผื่อแผ่ไม่ได้ มันเผื่อแผ่ เราเผื่อแผ่ แต่คนอื่นเขาไม่เผื่อแผ่ด้วย เขาถึงเรียกค่าน้ำมันรถด้วยไง ค่าน้ำมันรถให้พระองค์อื่น ให้พระที่เขาไปนิมนต์มา เพราะมันเป็นกิจของสงฆ์ สงฆ์ต้อง ๔ องค์ขึ้นไป กิจกรรมมันถึงจะสมบูรณ์แบบขึ้นมา

แล้วผู้ที่เขามาร่วม ใจเขาเป็นธรรม เขาขวนขวายมาให้เอง มันเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ถ้าเขาขวนขวายมาแล้วเขามีผลตอบแทน แล้วไม่ใช่ตอบแทนอย่างนี้นะ

เราได้ยินเขานินทากันมาเยอะ ถ้าเป็นพระใหญ่ๆ ซองละเป็นหมื่นเป็นแสนนะ ไม่ใช่ ๕๐๐ ๕๐๐ นี่จิ๊บๆ เราได้ยินมา เป็นหมื่นเป็นแสน ยิ่งผู้ใหญ่ ยิ่งมีรถนำๆ ด้วย ซองหนึ่งเป็นแสน ๔ ซองก็ ๔ แสนนะ

นินทาเขาแล้วมันสนุก

โยมลองคิดดูให้ดี เพื่ออะไรนะ ใช่ ไม่อยากทำบุญวัดข้างบ้าน ก็วัดข้างบ้านต้องอาศัยคนอื่นไง วัดข้างบ้านเขาต้องอาศัย เห็นไหม

ถ้าเป็นครูบาอาจารย์นะ หัวหน้าสงฆ์นั้นน่ะเป็นหัวรถจักร ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าพระรับผิดชอบสิ่งใด ถึงจะพาหัวขบวนนั้นไปนะ

โคนำฝูง โคนำฝูงไง

ฝูงโคใดมีหัวหน้าฝูงที่ดีงาม หัวหน้าฝูงพาพ้นจากวังน้ำวนคือวังวนของวัฏฏะ

วังน้ำวนก็นี่ไง ๕๐๐ ๘๐๐ แสนหนึ่งนี่ไง ถ้ามันพารอดพ้นไปไง ไอ้พวกนี้มันจะดูดมึงไว้ แล้วมันจะมีเวรมีกรรมอีกต่างหาก

นี่พูดถึงว่า ใจเย็นๆ แล้วมันต้องมีคนดีและคนชั่ว มันต้องมีพระดีและพระชั่ว แล้วค่อยพิจารณาของเราไป มันเป็นผลของวัฏฏะ เพราะเราเกิดในปัจจุบันนี้ เราถึงเจออย่างนี้ไง จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๑๓. เรื่อง “ผู้ตั้งสติ”

ผู้ตั้งสติ พอตั้งสตินานเข้ามันเป็นผู้จงใจตั้งขึ้นมา นานๆ ไปมันตึงไป พอรู้ตัวว่าเราอยากมีสติจนตัวสั่น มันคลายความอยากตั้งสติออกมา สติก็มีเหมือนเดิม แต่อยากหายไป ผมก็กำกับสติต่อเนื่องไม่ขาด เฝ้าระวังไม่ให้กิเลสมันกำเริบ แต่ไม่พยายามมากมันก็มีสติเหมือนกัน

พอกลางคืนนั่งสมาธิ ผมก็ดูลม ไม่เสพอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดูลมอย่างเดียว มันก็ค่อยๆ สงบๆ อาการสมาธิมันเป็นให้ดูเอง รู้ไหลไปกับอารมณ์ รู้อยู่กับลม สลับกันไป แล้วรวมสงบอยู่กลางใจ แขนขาตัวเองหายไป โล่ง สว่าง และมันก็ค่อยออกจากสมาธิ รบกวนหลวงพ่อด้วยครับ

ตอบ : ตั้งสติๆ สติคือสติ จะทำสิ่งใด ขาดสติแล้ว นั่นเป็นกิเลสทั้งสิ้น ถ้ามีสติ สติขึ้นมา กำกับสติ สติมันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ สติมันก็คือสติ แต่ตั้งสติแล้วต้องมีคำบริกรรม กำหนดลมหายใจคืออานาปานสติ

อานาปานสติ เพราะมีสติ แล้วมันจะสงบไม่สงบมันอยู่ที่อาการ อยู่ที่อานาปานสติ อยู่ที่บริกรรมพุทโธ อยู่ที่ปัญญาอบรมสมาธิ ตัวสติก็คือตัวสติ สติมันเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นบาทฐานให้การใช้สติปัญญา ให้ใช้ปัญญา ให้ใช้ต่างๆ มันดีขึ้น การบังคับ บังคับให้กำหนดพุทโธๆ เพราะมันต้องมีบริกรรม มันต้องมีงานของมัน ถ้ามีงานของมันแล้ว งานมันถึงจะเป็นไป

นี้การตั้งสติ จะให้สติมันเป็นนิพพาน มันเป็นไปไม่ได้ สติมันก็คือสติ

ตั้งสตินานเข้า รู้แจ้ง เขาบอกว่า ตั้งสติจนสติมันรุนแรงเกินไป แล้วพอมันเริ่มปล่อยวางให้มันเป็นตามความเป็นจริง แล้วกำหนดอานาปานสติ จิตมันก็สงบอยู่กลางหัวใจเลย

นี่มันอยู่ที่วิธีการ อยู่ที่ความสับสนของเรา เราตั้งสติไว้ แล้วฝึกหัดของเรา ทีนี้ตั้งสติ สติพอเริ่มตั้งมันก็ชัดเจนของมัน เดี๋ยวมันก็เบาบางลงไป แต่ให้มีสติตลอดไป

สติ มหาสติ เดี๋ยวจะรู้จักมหาสติ ถ้านักปฏิบัติต่อเนื่องไป มันจะรู้จักว่าสติกับมหาสติมันแตกต่างกันอย่างไร ไม่อย่างนั้นทำไมชื่อมหาสติล่ะ ชื่อแตกต่างกัน ผลก็แตกต่างกัน

เริ่มต้นจากสติล้มลุกคลุกคลาน ทำสิ่งใดที่ผิดพลาดทั้งหมดเพราะขาดสติ มันถึงไม่ต่อเนื่อง

ถ้ามันต่อเนื่อง ต่อเนื่องในงานอะไร ในงานสติหรือ

สติมันกำกับต่างหาก สติมันกำกับงาน

แล้วถ้างานมันถูกต้อง อานาปานสติ พุทธานุสติ มรณานุสติ เห็นไหม ลม พุทโธ ความตาย กระดูก เรากำหนดอะไร นั่นคืองาน สติกำกับงาน แล้วถ้างานมันถูกต้องชอบธรรม

นี่เป็นสติ แล้วก็ตั้งตนว่าสติต้องเป็นสมาธิ สติจะเป็นนิพพาน

ไม่ใช่

อยู่ที่งาน แล้วงานถูกต้องหรืองานไม่ถูกต้อง ถ้างานถูกต้องชอบธรรมไปแล้ว เดี๋ยวใจจะรู้ มันสงบกลางหัวใจเลย

นั้นการตั้งสติ ตั้งสติเพื่อกำกับงาน กำกับการกระทำของเรา แล้วการกระทำต้องถูกต้องชอบธรรม ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม มันก็บ่ายเบี่ยง เบี่ยงเบนออกไปข้างนอก

เราฝึกหัดของเราอย่างนี้ แล้วเราจะเห็นคุณค่าของหัวใจเลย ในโลกนี้ไม่มีอะไรมีค่าเท่ากับความรู้สึกเรานี้ ความรู้สึกในใจของเรามีค่าที่สุด

เราเคยพูดบ่อยๆ ต้องการให้คนเอาใจของเราไว้ในหัวอกของเรา อย่าเอาหัวใจของเราไปให้ใครข่มขี่ อย่าขายจิตขายวิญญาณ จิตวิญญาณของเราไม่ขายให้ใคร แล้วถ้าจิตวิญญาณของเราสงบขึ้นมาเอง มันมหัศจรรย์ที่นี่ แล้วสอนคนได้หมดเลย แล้วจะเห็นคุณค่าของจิตของตน นี่สัมมาสมาธิ

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ใช้สติปัญญาได้ มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ปัญญาเกิดจากจิต ไม่ใช่ปัญญาเกิดจากการศึกษา ปัญญาเกิดจากสมอง ปัญญาเกิดจากโลกียะ จากโลก จากวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่

ปัญญาเกิดจากธรรม แล้วใจมันจะเป็นธรรม เอวัง